หน้าแรก > My life > ว่าด้วยวิชาเลือกเสรี

ว่าด้วยวิชาเลือกเสรี

เมื่อวันพฤหัสบดี (29 ต.ค. 2552) มีเรียนวิชาDigital Logic Design ของอาจารย์ดารณี หอมดี พอเริ่มต้นชั่วโมงเรียน อาจารย์ก็เกริ่นนำเพื่อจะเข้าเนื้อหาที่จะเรียน อาจารย์ก็พูดไป เราก็นั่งฟังไป แล้วก็มาสะอึกอยู่จุดนึง จำได้คร่าวๆ อาจารย์พูดประมาณว่า

“ถ้ามีนายดำ และนายแดงเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์เหมือนกัน สถาบันเดียวกัน แล้วไปสมัครงาน โดยวิชาเลือกเสรีของแต่ละคนคือ นายดำเรียนภาษาญี่ปุ่น, การบริหารและการจัดการธุรกิจแล้วก็กฎหมายธุรกิจเบื้องต้น ส่วนนายแดงเรียนการเลี้ยงสุนัข, การปั้นหม้อและการถนอมอาหาร” ซึ่งทั้งสองคนเรียนจบหลักสูตรเดียวกัน GPAก็เท่ากัน ลองทายซิว่าบริษัทจะเลือกใครเข้าทำงาน? แน่นอนว่าบริษัทมีโอกาสที่จะรับนายดำเข้าทำงานมากว่านายแดง

ส่วนตัวเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์พูดทุกประการ แล้วก็เลยหันกลับมามองตัวเอง พร้อมกับขำตัวในใจ(ฮ่าๆ) ผมให้ทายว่าผมเรียนอะไร? เฉลย.. การถนอมอาหารเบื้องต้นของคณะเทคโนโลยี กับ สุขภาพประชากรวัยทำงานของคณะแพทยศาสตร์ เป็นไงล่ะ เหอะๆ ตลกดีเนาะ

เสียดายครับ.. เสียดายตรงที่ว่าถ้าเราคิดได้อย่างที่อาจารย์พูดคงจะไม่ลงสองวิชานี้(แต่ไม่ได้ว่าสองวิชานี้ไม่ดีนะ) ไปลงวิชาที่มันเกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์กับงานวิศวกรดีกว่า และเจ็บเส้นอีกอย่างนึง เพราะรุ่นพี่บอกมาว่า”เนี่ยๆ วิชานี้เซฟๆ ลงเลยน้อง” พอเกรดออกมาได้C+กับBโอ้โห..!!! -. -” เซ็งเป็ดเซ็งไก่เลย ถ้ารู้ว่าได้C+กับB ไปลงวิชาอย่างที่อาจารย์ว่าดีกว่า ฮ่าๆ

หมายเหตุ : เจ็บเส้น = เจ็บใจเพราะโดนเฮ็ดเส้น (แล้วเฮ็ดเส้นคือไรวะ?)

  1. โก้
    ตุลาคม 31, 2009 ที่ 12:08 AM | #1

    ในส่วนตัวก็เห็นด้วยน่ะครับ แต่ว่าในการทำงานแต่ละงาน อาจจะใช้ความรู้ความสามารถรอบด้าน
    ถ้าเราคิดในทางตรงกันข้าม ในบริษัทส่วนใหญ่จะมีฝ่ายกฎหมายของบริษัทนั้นอยู่แล้ว
    แต่วิชาสุขภาพของประชากรวัยทำงาน เป็นด้านที่จะได้รับความสนใจในอนาคต
    ซึ่งจะสามารถทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงานมากๆที่สุด ซึ่งส่งผลให้ได้งานที่ดีที่สุด
    ซึ่งก็เป็นวิชาที่น่าเรียนน่ะครับ เพราะพนักงานส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้
    เราย่อมได้เปรียบมากกว่า และโอกาสก้าวหน้ามากกว่า ซึ่งการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ
    เราต้องบริหารงานบุคคล(ลูกน้องของเรา)มากขึ้น เราก็ต้องมีวิธีการที่ทำให้ลูกน้องเรา
    มี่สุขภาพที่ดีที่สุดได้ ซึ่งจะส่งผลให้งานเราดีตามไปด้วย ครับ แสดงความคิดเห็นเพียงเท่านี้ครับ

  2. ตุลาคม 31, 2009 ที่ 12:28 AM | #2

    ป้าดโธ๊วโอ๊วว่ะจ๊ารย์ พี่โก้พูดได้สุดยอด ^.^

    ถูกครับ ที่ว่าบริษัทส่วนมากมีฝ่ายกฎหมายอยู่แล้ว

    และที่ผมจะบอกในโพสท์นี้ก็คือ ให้มีวิชาติดตัวเมื่อจบออกไปซึ่งเป็นประโยชน์ในสายงานของตัวเองน่ะครับ

    เผื่อจะมีน้องๆ ที่กำลังจะเรียนวิชาเลือกเสรีผ่านมาอ่าน จะได้นำไปเป็นแนวทางการเลือกวิชาเรียน ^.^

  3. พฤศจิกายน 2, 2009 ที่ 1:15 AM | #3

    ผมยังไม่ลงเลยเหมือนกันวิชาเลือกหนะ ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะเอาเซฟ หรือจะเอาความรู้ดี แต่ตอนนี้เกรดย่ำแย่เหลือเกิน คงจะต้องคิดเผื่อไว้กลางๆ แบบนี้มันจะได้หรือป่าวก็ไม่รู้นะ คือ วิชาเลือกที่เอาเซฟๆ เราก็เรียนแบบคิดเกรดปกติ ส่วนวิชาที่สนใจคิดว่าจะเรียนแบบออดิต คือมีผ่านกะไม่ผ่าน ไม่ได้คิดเกรด แบบนี้กีอ่าผมว่า แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถลงวิชารัยได้บ้าง คงต้องไปปรึกษาอาจารย์อีกทีนึง

  4. พฤศจิกายน 2, 2009 ที่ 9:14 AM | #4

    Green :

    ผมยังไม่ลงเลยเหมือนกันวิชาเลือกหนะ ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะเอาเซฟ หรือจะเอาความรู้ดี แต่ตอนนี้เกรดย่ำแย่เหลือเกิน คงจะต้องคิดเผื่อไว้กลางๆ แบบนี้มันจะได้หรือป่าวก็ไม่รู้นะ คือ วิชาเลือกที่เอาเซฟๆ เราก็เรียนแบบคิดเกรดปกติ ส่วนวิชาที่สนใจคิดว่าจะเรียนแบบออดิต คือมีผ่านกะไม่ผ่าน ไม่ได้คิดเกรด แบบนี้กีอ่าผมว่า แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถลงวิชารัยได้บ้าง คงต้องไปปรึกษาอาจารย์อีกทีนึง

    อือ เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้ามีเวลาอยากเรียนวิชาของคณะอื่นแบบที่ไม่คิดเกรด เพราะมีหลายวิชาที่น่าสนใจ เช่น Photography Art อะไรแบบนี้ เดี๋ยวจะต้องหาเวลาไปเรียนให้ได้เลย ^.^

  5. KOR
    พฤศจิกายน 9, 2009 ที่ 9:41 AM | #5

    วิชาที่ผมลง
    - Graphic Design คณะสถาปัตย์ฯ (เลือกเสรี)
    - Alternative Energy Resources คณะวิศวะฯ (เลือกเสรี)
    - Art Appliciation คณะศิลปกรรม (วิชาเลือกกลุ่มมนุษย์ฯ)
    - Information Literacy คณะมนุษย์ฯ (วิชาเลือกกลุ่มสังคม)
    - กีฬาอีก 2 ตัว (ตัวนึงบังคับ อีกตัวเลือกเสรี)
    - Introduction to business คณะวิทยาการจัดการ (ลงเป็น Audit ไม่คิดเกรดมีแค่ผ่าน/ไม่ผ่าน)

    ต้องลงกีฬา 2 ตัวเพราะเหลือติ่งวิชาเลือก 1 หน่วยวิชาอื่นๆ น้อยสุดก็ 2 หน่วยละ -*-

  1. No trackbacks yet.